ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ
Activity
News
29/11/2015
17/10/2015
05/10/2014
ชุมชนเลี้ยงอาหารเช้า 22 ส.ค.57 25/08/2014
รายชื่อผู้ขอเข้าสอบธรรมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2557 16/08/2014
รายชืื่อนักเรียนที่ได้รับรางวัล จากการประกวดกิจกรรมวันแม่ ณ.วัดสลกบาตร 14/08/2014
ทัศนศึกษา สัปดาห์วิทยาศาสตร์ จ.เชียงใหม่ 12/08/2014
งานวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.57 05/08/2014
ผลการแข่งขัน งานเปิดโลกการเรียนรู้มุ่งสู่การพัฒนาศักยภาพผู้เรียน ครั้งที่ 9 ปีการศึกษา 2556 22/09/2013
23 ก.ค. วันเข้าพรรษา 17/07/2013
วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
เพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริงในธรรมชาติ

เรื่องของจิต

อาการของจิต (ซึ่งเป็นนามขันธ์) เกิดขึ้นที่จิต แล้วก็ดับไปจากจิตตามลำดับ แต่จิตยังคงยืนตัวรู้อยู่ตลอด ทุกกาลสมัย ทุกภพทุกชาติ ไม่ได้พลอยเกิดดับตามอารมณ์ทั้งหลายไปด้วย
การเกิดดับของจิต เป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง(อนิจจัง) ไม่สามารถคงสภาพอยู่ได้นั้นเป็นทุกข์ (ทุกขัง) ไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา) 

วิปัสสนากรรมฐาน 
จุดมุ่งหมายในการทำวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นการปฏิบัติทางจิต เพื่อให้จิตเกิดการเรียนรู้จดจำสภาวะการดับของขันธ์5 การดับซึ่งรัก โลภ โกรธ หลงทั้งหลาย ที่เกิดผ่านอายตนะภายในและภายนอกทั้ง12 คือ ตา(รูป) หู(เสียง) จมูก(กลิ่น) ลิ้น(รส)กาย(สัมผัส) ใจ(ธรรมารมณ์) 
 
เมื่อผู้ปฏิบัติมีสติรู้เท่าทันจิต ให้เห็นการเกิดดับของจิตในทุกสภาวะธรรมของขันธ์5ที่เกิดขึ้นได้ นั่นแสดงว่าจิตพร้อมที่จะทำสงครามกับกิเลส ตัณหาแล้ว
 
ธรรมะที่ใช้ในการทำลายกิเลส(ดับขันธ์5)
ไตรลักษณ์ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อริยสัจ4 : รู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้วิธีดับทุกข์ รู้มรรคแห่งความพ้นทุกข์ทั้งหลาย
กรรมฐานต่างๆ : มรณานุสสติ พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ กายคตาสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน เป็นต้น
สติปัฏฐาน4 : กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
ฯลฯ
สภาวะการดับของขันธ์5  

ขันธ์5 ประกอบด้วย 1.รูป 2.เวทนา 3.สัญญา 4.สังขาร 5.วิญญาณ

รูปขันธ์ดับ(รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทางกาย สัมผัสทางใจ) เห็นแล้วสักแต่ว่าเห็น       ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ฯลฯ
เวทนาขันธ์ดับ ความรู้สึกทุกข์ สุข หรือไม่ทุกข์ไม่สุข(เฉยๆ) จึงไม่บังเกิดขึ้น
สัญญานขันธ์ดับ ความจำหมายรู้ในสิ่งที่ปรากฏ พึงไม่บังเกิด
สังขารขันธ์ดับ ความคิดปรุงแต่งทั้งหลาย พึงไม่บังเกิด
วิญญาณขันธ์ดับ ความรู้ทางอารมณ์ทั้งหลายที่พึงบังเกิดจึงไม่บังเกิด เช่น อารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง เป็นต้น
เมื่อขันธ์หนึ่งขันธ์ใดดับ ขันธ์อื่นๆจะดับพร้อมกัน

ขั้นตอนการปฏิบัติ
1.ต้องมีสติรู้เท่าทันจิต จิตจึงจะสามารถรับรู้ทุกสภาวะธรรมของขันธ์5ที่เกิดขึ้น(เจริญสติ)
2.ทรงฌานเป็นอารมณ์ ผู้ที่ทรงฌานเป็นอารมณ์เป็นผู้ที่มีสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อปฏิบัติถึงจุดหนึ่ง จะเป็นผู้ที่มีสติตามรู้ได้โดยอัตโนมัติ (พระโสดาบันทรงฌาน1เป็นปกติ) 
3.เอาจิตเข้าไปจับให้เห็นซึ่งสภาวะธรรมของขันธ์5 ที่เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า (เป็นเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนาให้เกิด) แล้วให้ใช้ธรรมะเพื่อทำลายกิเลสตามที่กล่าวมาแล้ว ไปดับกิเลสที่เกิดขึ้น นี่เป็นวิธีการให้จิตได้เรียนรู้จดจำสภาวะการดับของขันธ์

4.การเลือกใช้ธรรมะ(ธรรมวิจัย) จะใช้ธรรมะข้อใดนั้น ขึ้นอยู่กับกิเลสที่เกิดขึ้นในขณะนั้น  เช่น
ความโลภให้ใช้มรณานุสสติ เมื่อเรานึกถึงความตายเป็นปกติ คลายความยึดมั่นถือมั่น ความต้องการในวัตถุสิ่งของ ให้คิดว่าเราอาจจะตายได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องมีวัตถุ สิ่งของเกินความจำเป็น
ราคะ ให้ใช้กายคตานุสสติกรรมฐาน โดยพิจารณาว่าร่างกายของเรานั้นสกปรก เต็มไปด้วยอุจจาระปัสสาวะ น้ำเลือด น้ำหนอง ร่างกายของบุคคลที่เรารักก็เช่นกัน เราจะไปยึดถือในร่างกายนี้ทำไม หรือเป็นเรื่องของไตรลักษณ์ บุคคลนี้ปัจจุบันนี้หล่อ สวย อีกห้าสิบปีจะเป็นเช่นไร ไม่ช้าต้องตายในที่สุด ทั้งหลายนั้นเป็นเหตุแห่งทุกข์ ความตาย การพลัดพรากจากกันนั้นเป็นทุกข์
ความหลง ให้ใช้ธรรมานุสสติกรรมฐาน เป็นต้น
ข้อควรระวัง เจตนาในการเอาจิตเข้าไปจับเพื่อพิจารณาเหตุใดเหตุหนึ่งนั้นไม่ใช้วิปัสสนา แต่อย่างไรก็ตามเจตนาก็สามารถเปลี่ยนมาเป็๋นวิปัสสนาได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่กระทบย่อมเปลี่ยนแปลง เมื่อความจริงที่ปรากฏพ้นสภาวะของเจตนา เจตนาจึงเปลี่ยนเป็นไม่เจตนา โดยขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย ณ.ขณะนั้น

5.ให้รู้ถึงสภาวะการเกิดดับของจิต ภายหลังจากที่ได้ใช้ธรรมะประหัตประหารกิเลส ที่เกิดขึ้นในสภาวะธรรมของขันธ์5แล้ว แต่กิเลสยังคงปรากฏอยู่ จะต้องไม่หักห้ามกิเลสนั้นหรือต้องไม่พยายามที่จะตัดกิเลสที่เกิดขึ้นนั้น ให้ปล่อยอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพียงแต่ต้องมีสติตามรู้เท่าทันจิต ให้เห็นถึงการเกิดดับของสภาวะธรรมเหล่านั้น คือเห็นถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปของกิเลสนั้นๆ เมื่อเกิดกิเลสก็รู้  เมื่อกิเลสยังคงตั้งอยู่ก็รู้ เมื่อกิเลสนั้นดับไปก็รู้

ตัวอย่าง เมื่อเรามีราคะเกิดขึ้น สติรู้สภาวะทางอารมณ์ทีเกิดขึ้นได้ทันที ให้เอาจิตเข้าไปจับ พิจารณาความเป็นจริงในสิ่งที่ปรากฏ ถึงความไม่เที่ยงของสิ่งที่กระทบ ให้รู้ถึงความไม่คงทนถาวร ต้องเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ การเกิดขึ้นของอารมณ์ทั้งหลายเรารู้ การตั้งอยู่ของอารมณ์ทั้งหลายเรารู้ ตั้งอยู่นานแค่ไหนก็รู้ เพียงให้มีสติตามรู้ความคงอยู่ของอารมณ์นั้นๆ เมื่อเอาจิตเข้าไปจับตามข้อ3 เพื่อดับอีกหลายๆครั้ง ในที่สุดอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นก็ดับลง และเมื่ออารมณ์ทั้งหลายดับ เราก็ต้องมีสติรู้
 
ดับรูปขันธ์ เมื่อเราทำเช่นนี้บ่อยครั้งเข้า จิตจะเกิดการเรียนรู้จดจำ ในครั้งต่อไปถ้ามีเหตุการณ์เช่นเดียวกันเกิดขึ้น เราก็จะสามารถดับอารมณ์ทั้งหลายได้อย่างรวดเร็วขึ้น หลายครั้งเข้า จนสามารถปล่อยวางได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องงัดข้อธรรมะทั้งหลายมาใช้อีก เพราะว่าจิตได้จดจำสภาวะการดับของขันธ์นั้นเป็นอย่างดีแล้ว หรือด้วยเกิดปัญญาญาณที่สามารถพิจารณาสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริงได้ 

ในที่สุดเมื่อมีสิ่งใดมากระทบจิต จิตก็จะเกิดความว่างเป็นปกติ ด้วยเหตุว่าจิตเห็นทุกข์ทั้งหลายแต่ไม่เอาทุกข์นั้นไว้ เพราะเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ลิ้มรสสักแต่ว่าลิ้มรส ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่นสัมผัสทางกายก็สักแต่ว่าสัมผัสทางกาย สัมผัสทางใจก็สักแต่ว่าสัมผัสทางใจ เมื่อรูปขันธ์ดับ นามขันธ์จึงไม่เกิด 
 
กำลังของสติเพิ่มความสามารถในการรู้เท่าทันจิต
กำลังของสติที่เกิดจากการฝึกสมาธิ(สมถะ)ดีแล้ว จะทำให้มีสติรูัเท่าทันจิต และถ้าสามารถทรงฌาน(ทรงสติปัฏฐานสี่)เป็นอารมณ์ได้อย่างเป็นปกติด้วยแล้ว ทุกครั้งเมื่อมีเหตุมากระทบ จิตจะสามารถรู้ถึงความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏได้อย่างอัตโนมัติ การทรงสติปัฏฐานสี่นั้นสามารถทำได้ในทุกอริยะบถ เช่น ยืน เดิน  นั่ง นอน และในทุกอริยบท 

การทรงฌานด้วยอานาปานสติกรรมฐาน ถือว่าเหมาะกับการทำวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อมีเหตุที่ไม่ได้คาดหมายเกิดขึ้น จิตก็จะหันไปจับลมหายใจเป็นอัตโนมัติสติจึงบังเกิด ทำให้จิตสามารถรับรู้ถึงสภาวะธรรมของขันธ์5ที่เกิดขึ้นได้ทันที

โดย ทีฆะราชานาค
Webboard
Topic Date
การเปลี่ยนแปลง (1109/1) 02 ก.ค. 55
เรียน คุณลมเย็น และคุณมูมู้ (1997/1) 21 เม.ย. 55
ตอบปัญหาธรรม (1392/0) 14 เม.ย. 55
ปัญหาธรรม (1126/0) 13 เม.ย. 55
เรื่องการจัดงานวันสงกรานต์ (1046/1) 13 เม.ย. 55
ตอบคุณมูมู้ (1064/2) 13 เม.ย. 55
เชิญชวนอาบน้ำผู้สูงอายุ (1168/0) 12 เม.ย. 55
หลักสูตรพิเศษ (1101/0) 10 เม.ย. 55
Education News
"ดูก่อนอานนท์ ธรรมหนึ่งคือ.. 
อานาปานสติสมาธิ ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์, 
สติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์, 
โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและ วิมุติให้บริบูรณ์"

“..ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรม ๒ อย่าง เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน
คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 
   สมถะ ที่ภิกษุเจริญแล้ว... ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมดีแล้ว... ย่อมละราคะได้
   วิปัสสนา ที่อบรมดีแล้ว.. ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมดีแล้ว.. ย่อมละอวิชชาได้"

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ 
  เพราะสำรอกอวิชชาได้ ชื่อว่าปัญญาวิมุติ"

หนังสือ พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์
รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม

รับเรื่องร้องเรียน

Administrators
Username
Password
Forgot password
ธรรมศึกษา
ห้องสมุด ส่องตาแล
    ธันวาคม 2561   
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     
Calendar
Not found !
สพป.กพ2
สหกรณ์ออมทรัพย์ครู
Link
เพื่อ สุขภาพกาย
รับมือ กับ น้ำท่วม
โรงเรียนในสังกัด